26 เมษายน 2021 // 12:16 น.

คนแพ้ก็ต้องดูแลตัวเอง

ในหลายครั้งหลายคราว ฟุตบอล ก็โหดร้ายแบบนี้

และยิ่งเป็นนัดชิงชนะเลิศด้วย ยิ่งไม่พ้นต้องมีฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดเสียน้ำตา

ภาพสะเทือนอารมณ์อาจเป็น แฟร์นันดินโญ่, ราฮีม สเตอร์ลิ่ง, กุน อเกวโร่ หรือ อายเมริก ลาป๊อร์กต์ ที่เข่าทรุดลงกับพื้นสนาม ร่ำไห้อย่างไม่แคร์สื่อ หากที่สุดแล้ว 90 นาทีจบที่ 0-0 แล้วช่วงต่อเวลา สเปอร์ส ได้ประตูชัย–หรือไม่ก็ดวลจุดโทษชนะ

นั่นเพราะสิ่งที่เกิดขึ้นในสนาม บอกเราอยู่ในทีว่า แมนฯ ซิตี้ “คู่ควรจะเป็นผู้ชนะ” จริงๆ นั่นแหละ – ครองบอล 60:40 โอกาสยิง 21:2 ยิงตรงกรอบ 4:1 เตะมุม 8:3

มันจึงเข้าใจได้กับภาพที่ ซอน ฮึง-มิน หน้าเหยเกเก็บทรงไม่อยู่ เมื่อสิ้นเสียงนกหวีดจาก พอล เทียร์นี่ย์

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มันก็ยังคงเป็นอีกครั้งที่ สเปอร์ส เอื้อมไม่ถึงโทรฟี่

อย่างที่คงทราบกันดี ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ ว่าไปแล้วก็คล้ายทีม “ต้องคำสาป”

จะโตก็โตไม่เต็มที่ จะขึ้นก็ขึ้นไม่สุด

แชมป์รายการสุดท้ายคือ ลีก คัพ (คาร์ลิ่ง คัพ) 2008 ยุคที่ ไรอัน เมสัน รักษาการกุนซือคนปัจจุบันยังเป็นแค่เด็กเยาวชนในเล้าไก่ ส่วนแชมป์ที่ใหญ่กว่าอย่าง เอฟเอ คัพ คือปี 1991 ปีเกิดของ เมสัน

ไม่ต้องพูดถึงแชมป์ลีกเลยก็ได้ เพราะต้องย้อนไปโน่น ปี 1961

ส่วนในยุคหลังที่เริ่มลืมตาอ้าปาก ก้าวขึ้นมาสอดแทรกหัวแถวของพรีเมียร์ลีก สเปอร์ส ทะลุเข้าชิงชนะเลิศบอลถ้วย 3 ครั้ง

ครับ ก็แพ้มันทั้ง 3 หน

2014/15 ลีก คัพ (แคปปิตอล วัน คัพ) ที่ผมเองเป็นหนึ่งในสักขีพยานบนอัฒจันทร์ด้วย (อันนี้เล่าหรืออวด!?) สเปอร์ส แพ้ เชลซี นิ่ม ๆ 0-2

2018/19 จับพลัดจับผลูเข้าถึงชิงยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก เป็น All-English Final ที่กรุงมาดริด ก็ไม่วาย พ่าย ลิเวอร์พูล นิ่ม ๆ อีก 0-2

ล่าสุดเมื่อวาน ตู๊ แมนฯ ซิตี้ ได้ถึงสิบนาทีท้าย ไม่พ้นโดนเซ็ตพีซ เตะมุมเข้าหัว ลาป๊อร์กต์ เขกตุงตาข่าย เป็นประตูชัย 1-0

2 เกมชิงดำหลัง ซอน ฮึง-มิน เป็นตัวจริง และช่วยทีมไม่ได้ทั้งสอง

ไรอัน เมสัน ลงตัวจริงชิงลีกคัพ 2015 แล้วก้าวขึ้นมาเป็นกุนซือในวันนี้

และพบว่าทั้ง 3 เกมชิงดำ มี แฮร์รี่ เคน กับ อูโก้ โยริส ลงตัวจริงครบทั้งสาม ขณะที่ เอริก ไดเออร์ ตัวจริง 2 สำรอง 1 และ เอริค ลาเมล่า ลงสำรอง 1 กับสำรองไม่ได้ใช้อีก 2

แม้ส่วนตัวผมจะเคยผ่านมาแค่กีฬาสี ฟุตบอลภายในโรงเรียน หรือไม่ก็แค่บอลประชาชน หนองขี้เหล็กคัพ (อะไรราว ๆ นั้น) แต่ก็เชื่อว่าตัวเองเข้าใจดีว่าความขมปร่าแห่ง “รสชาติของความพ่ายแพ้” มันเป็นอย่างไร

แม้ในวันหนึ่งข้างหน้า มันอาจกลายเป็นเรื่องเล่าในวงน้ำชา ประมาณว่า
“เฮียเคยเล่นนัดชิงบอลถ้วยมา 3 ครั้งนะโว้ย”
“ได้แชมป์หมด?”
“แพ้หมดสิวะ! เอ้าชนนน!”

แต่กับเมื่อคืน-คืนนี้-หรือพรุ่งนี้ ความเศร้าหมองปวดร้าวข้างในหัวใจย่อมจะยังคงอยู่

สำคัญก็คือ มันอาจเป็น “ตัวแปร” ในการตัดสินใจอนาคตของตัวเอง เมื่อซีซั่นนี้สิ้นสุดลง

กับ 5 นัดที่เหลือของพรีเมียร์ลีก ยังคาดเดาไม่ได้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นต่อไป สเปอร์ส จะตีตั๋ว ชปล. สำเร็จหรือไม่ยังไม่รู้ หรือต่อให้ยังได้ไป และอนาคตถัดจากนั้นอีกคือได้กุนซือมือดีเข้ามาดูแลต่อ ไม่ว่าจะ มักซ์ อัลเลกรี หรือ โรเบร์โต้ มาร์ติเนซ หรือ นูโน่ เอสปิริโต้ ซานโต้

บางที ก็ยังจะ “ไม่อาจเปลี่ยนใจ” นักเตะบางรายได้แต่อย่างใด

เอาเข้าจริง เราก็ไม่รู้หรอกว่านักเตะคนใดคิดแบบไหน แต่มันก็มีความเป็นได้อยู่ว่า บางคนอาจ “หมดใจ” จะเล่นกับ สเปอร์ส ต่อไปแล้ว เมื่อวันแล้ววันเล่าก็ยังได้แค่เฉี่ยวโทรฟี่ ไม่ได้สัมผัสความสำเร็จจริงจังในฐานะนักเตะอาชีพอย่างใครเขา

โดยเฉพาะเมื่อตัวอย่างมีให้เห็นอยู่ กับคนที่อำลาเล้าไก่ไปแล้วได้ดิบได้ดี
• คริสเตียน เอริคเซ่น กำลังจะคว้าสคูเด็ตโต้ร่วมกับ อินเตอร์ มิลาน
• คีแรน ทริปเปียร์ กำลังลุ้นแชมป์ ลา ลีกา ร่วมกับ แอตเลติโก มาดริด
• ไคล์ วอล์คเกอร์ ย้ายไปสอย 9 แชมป์ร่วมกับ แมนฯ ซิตี้ และจะมีเพิ่มอีกแน่
• กระทั่ง แกเร็ธ เบล ที่กลับมาอยู่สเปอร์สตอนนี้ ก็ผ่านช่วงเวลาดี ๆ กับ เรอัล มาดริด ชนิดมีถึง 13 โทรฟี่

และคนที่เข้าข่ายนี้–คนที่อาจจะเลือกทางย้ายออกจาก ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ สเตเดี้ยม ก็มีทั้ง แฮร์รี่ เคน หรือ ซอน ฮึง-มิน หรือ ลูคัส มูร่า หรือถ้า ปิแอร์ เอมิล-ฮอยเบิร์ก โดนทีมใหญ่ตามจีบ ก็ไม่มีการันตีเหมือนกันว่าจะอยู่ต่อ

เพราะคนแพ้ ก็คงต้องดูแลตัวเองกันดี ๆ

ดีไม่ดี จากภาพฝันที่เคยวิ่งเข้าใกล้มาก ๆ จะถึงอยู่รอมร่อ ปรากฏว่าเส้นชัยกลับจะยิ่งไกลออกไป

ซัมเมอร์ 2021 จะสำคัญกับสเปอร์สมาก ในระดับ “ขีดเส้นชีวิต” ก็เป็นได้

• ไกด์เถื่อน •