23 เมษายน 2021 // 12:14 น.

ฤา ‘ติอาโก้’ คือการเซ็นสัญญาที่ล้มเหลว?!?

ติอาโก้ อัลกันตาร่า ย้ายจาก บาเยิร์น มิวนิค มาอยู่กับลิเวอร์พูลด้วยค่าตัวเพียง 29 ล้านปอนด์ เมื่อเทียบกับคุณภาพของเขา นี่คือการซื้อตัวเสมือนได้เปล่า แต่ราคาจุ๋มจิ๋มนั้นมันสวนทางกับความหวังจากแฟน ๆ แบบสุด ๆ เลยนะครับ เพราะมันสูงลิบลิ่ว

ไม่ต้องสงสัยกันอีกแล้วว่าผลผลิตจาก “ลา มาเซีย” รายนี้เป็นของจริงหรือไม่ เมื่อครั้งอดีต ติอาโก้ได้รับการความคาดหมายว่าจะเป็นทายาทของ ชาบี เอร์นานเดซ ที่ บาร์เซโลน่า แต่เมื่อมิอาจทนรอได้ไหว เขาขอย้ายออกไปตามเจ้านายเก่าอย่าง เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ไปผจญภัยกับ บาเยิร์น มิวนิค

7 ปีในถิ่น อัลลิอันซ์ อารีน่า จากเด็กหนุ่มอนาคตไกลกลายเป็นยอดมิดฟิลด์ ติอาโก้พิสูจน์ให้เห็นว่าเขาคือของจริง 7 แชมป์บุนเดสลีกา, 4 แชมป์ เดเอฟเบ โพคาล, 1 แชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก, 1 แชมป์ยูฟ่า ซูเปอร์ คัพ, 1 แชมป์สโมสรโลก จากการลงเล่นเป็นตัวหลักตลอดระยะเวลาที่อยู่กับยอดทีมแห่งเยอรมนีอย่าง “เสือใต้” โดยการันตีความยอดเยี่ยมขึ้นไปอีกเมื่อซีซั่นสุดท้ายก่อนย้ายมา เขาพา บาเยิร์น คว้า “ทริปเปิ้ลแชมป์” มาครองอย่างยิ่งใหญ่ ก่อนขอเลือกย้ายไปหาความท้าทายใหม่ ๆ และสุดท้ายเขาเลือก ลิเวอร์พูล

จุดเด่นของ ติอาโก้ คือ ความเข้าใจเกมสูง, วิชั่นในการเล่น, การจ่ายบอลทั้งสั้นและยาวอย่างแม่นยำ, การโผล่ทะลุเข้ากรอบเขตโทษไปทำประตู ทั้งหมดที่กล่าวมาคือสิ่งที่ขาดหายไปของลิเวอร์พูล ตั้งแต่การจากไปของ ฟิลิเป้ คูตินโญ่ เพลย์เมคเกอร์ขี้แย ที่ขอย้ายไปตามความฝันกับ บาร์เซโลน่า

เดิมที เจอร์เก้น คล็อปป์ หวังจะใช้ นาบี เกอิต้า ที่ซื้อมาจาก แอร์เบ ไลป์ซิก ด้วยค่าตัวสุดแพง มาทดแทน คูตี้ แต่กองกลางชาวกินีก็ใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการรักษาอาการบาดเจ็บ นั่นทำให้ในแผงมิดฟิลด์ของลิเวอร์พูล จะมีแต่สายวิ่งบ้าพลังแทบทั้งหมด การได้ติอาโก้เข้ามาทำให้แฟน ๆ ฝันหวานกันว่า จากทีมที่ยอดเยี่ยมอยู่แล้ว จะกลายเป็นยอดเยี่ยมยิ่งขึ้นไปอีก เมื่อได้เขี้ยวเล็บใหม่อย่าง ติอาโก้ มาเติม

เพียงเกมแรกที่มีโอกาสได้ลงสนาม ยิ่งเติมความมั่นใจนั้นเข้าไปอีกครับ ในเกมที่พบกับเชลซี เมื่อเขาได้โอกาสลงสนามในช่วงครึ่งหลัง การผ่านบอลสั้นยาว การคุมจังหวะเกมของเขาสุดยอด ทุกอย่างที่เขาทำในสนามช่างเพลินตา ผมใช้เวลาดูเขาเล่นเพียง 45 นาที ก็ทำให้รู้แล้วว่า 29 ล้านปอนด์ที่เสียไปนั้นคุ้มค่ามากแค่ไหน “นี่สินะ กองกลางระดับโลก” ผมหล่นคำพูดนี้เอาไว้หลังจบเกมที่สแตมฟอร์ด บริดจ์

แต่ฝันหวานนั้นช่างสั้นเหลือเกินครับ เพราะหลังจากเกมนั้น เปรียบเสมือน “ฝันร้าย” ของ ติอาโก้ ประหนึ่งว่า หลังจบเกมนั้นกองกลางทีมชาติสเปน คงไปฉี่ใส่ศาลเจ้าที่ที่ไหนสักแห่งในแถบเมอร์ซี่ย์ไซด์ เมื่อความซวยประเดประดังเข้ามาอย่างไม่หยุดหย่อน

เพราะหลังจบเกมกับ เชลซี ติอาโก้ ต้องเข้ารับการกักตัว เมื่อผลตรวจเชื้อโควิดออกมาเป็นบวก ทำให้เขาต้องหายหน้าหายตาไปสองสัปดาห์

เมื่อกลับมา ก็เจอเป็นเกมหนักเลย นั่นคือการต้องออกไปเยือน เอฟเวอร์ตัน ที่กูดิสัน พาร์ค ในศึกเมอร์ซี่ย์ไซด์ ดาร์บี้แมตช์ และผมขอเรียกเกมนั้นว่าเป็น “จุดเริ่มต้นของหายนะ” ทุกอย่างที่ลิเวอร์พูลต้องเจอไปตลอดฤดูกาลนี้

เฟอร์จิล ฟาน ไดค์ ถูก จอร์แดน พิคฟอร์ด ทะเล่อทะล่าวิ่งเข้ามากระโดดถีบสองตีน ซึ่งแม้ไม่ได้ตั้งใจจะทำร้าย แต่นั่นทำให้เราต้องเสียแนวรับคนเก่งของเราไปตลอดทั้งฤดูกาล แถมในช่วงท้ายเกม ติอาโก้ โดนไปอีก 1 ดอกครับ เมื่อถูก ริชาร์ลิซอน วิ่งเข้ามาเปิดปุ่มใส่หัวเข่า ลิเวอร์พูลบอบช้ำเหลือเกินจากเกมนั้น เมื่อต้องมาเสีย ติอาโก้ ไปอีกคนร่วม 2 เดือน

2 เดือนซึ่งควรจะเป็นช่วงเวลาปรับตัวของ ติอาโก้ แต่ต้องใช้ไปกับการรักษาอาการบาดเจ็บ และต่อเมื่อกลับมา ก็ยังต้องพบอีกหนึ่งความจริงว่า ระบบการเล่นของลิเวอร์พูลไม่เหมือนเดิม การขาดหายไปของ ฟาน ไดค์ ทำให้ เจอร์เก้น คล็อปป์ ต้อง ถอย ฟาบินโญ่ ลงมาประจำการในแนวรับ นั่นทำให้เมื่อเขาหายเจ็บกลับมา ติอาโก้ จำเป็นต้องลงเล่นให้กับลิเวอร์พูล โดยต้องรับหน้าที่สกรีนเกมรุกฝั่งตรงข้ามให้กับทีมไปด้วย

ชัดมากว่ามันไม่ใช่ตำแหน่งที่เขาถนัด จนจุดอ่อนของเขาเริ่มเผยออกมาให้เห็น 1 อย่าง คือการเข้าบอลที่น่ากลัวและไม่จำเป็นในบางจังหวะ โดนใบเหลืองแบบไม่จำเป็นบ้าง ทำให้เจ้าตัวเองเล่นยากกว่าเดิม ซึ่งมันส่งผลเสียมากกว่าผลดีกับทีม

เมื่อ เจอร์เก้น คล็อปป์ แก้ปัญหาในแนวรับได้ (ประมาณหนึ่ง) เมื่อคว้าตัว โอซาน คาบัค มาจาก ชาลเก้ 04 และเรียกตัว เนธาเนียล ฟิลลิปส์ ขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่มาได้ แต่กว่าจะได้ ฟาบินโญ่ กลับมาลงเล่นในตำแหน่งกองกลางหมายเลข 6 ตามถนัดได้ ทีมก็กลับต้องเสีย จอร์แดน เฮนเดอร์สัน กัปตันทีมตัวเก่งไปอีกคนเสียก่อนอีก จากตรงนี้จะเห็นได้ว่า “Timing” ของ ติอาโก้ มันผิดจังหวะไปหมด ไม่มีอะไรเป็นใจสักอย่าง

เมื่อหลายสิ่งหลายอย่างมันบิดเบี้ยวผิดเพี้ยนแบบนี้ การจะตัดสินว่า ติอาโก้ เป็นการซื้อตัวที่ล้มเหลวของ ลิเวอร์พูล ดูจะไม่แฟร์กับกองกลางสแปนิชสักเท่าไหร่

รอให้ถึงฤดูกาลหน้าฟ้าใหม่ เมื่อขุนพลตัวหลักของลิเวอร์พูลกลับมาฟูลทีมเหมือนเดิม ให้ “เครื่องจักรสีแดง” เดินเครื่องได้เต็มสูบอย่างเก่า ผมเชื่อว่า ติอาโก้ ยังคงจะมีอะไรอีกมากมายที่รอจะโชว์ให้พวกเราได้เห็นกัน

ปีนี้ ให้ถือว่าเป็น “ปรีซีซั่น” ของ ติอาโก้ไปก่อนแล้วกันนะ 555555555

กัปตันแจ๊คซ์