17 เมษายน 2021 // 11:55 น.

เกาะแน่น ๆ นะน้องนะ

เป็นที่แน่นอนแล้วว่า ลิเวอร์พูล จะจบฤดูกาล 2020/21 ด้วยความ “มือเปล่า หลังร่วงตกรอบ 8 ทีมสุดท้าย ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ด้วยน้ำมือ เรอัล มาดริด ของ ซีเนอดีน ซีดาน อีกครั้ง จากที่ก็เคยแพ้มาในนัดชิงรายการเดียวกันนี้ เมื่อปี 2018

ย้อนไปเมื่อตอนจับสลาก ผมภาวนาให้เป็น เรอัล มาดริด นะครับ อยากมีโอกาสได้แก้แค้นเกมนัดชิงปี 2018 โดยเชื่อว่า ลิเวอร์พูลจะสามารถเอาชนะลูกทีมของซีดาน ได้

จริงอยู่ที่ปีนี้ หงส์แดงไม่ได้แกร่งทั่วแผ่นเหมือนเช่นเคย (แอบเคืองเล็ก ๆ ที่ ผมลุ้นให้เจอกับมาดริดมาทุกปี ดันไม่เคยเจอ มาเจอกันเอาปีนี้) แต่ก็คิดว่า “ราชันชุดขาว” ก็ไม่ได้อยู่ในขวบปีที่ดีเท่าไหร่เช่นเดียวกัน

แต่เอาเข้าจริง ๆ ก็รู้แจ้งว่า “มาดริดก็คือมาดริด” เกมนัดแรกที่ อัลเฟรโด้ ดิ สเตฟาโน่ สเตเดี้ยม ก่อนเกมคิดว่าแนวรับของมาดริดจะเป็นจุดอ่อนให้หงส์แดงทะลวงได้ เมื่อปราศจาก เซร์คิโอ รามอส และ ราฟาแอล วาราน แต่กลับกลายเป็นผู้เล่นแผนกเกมรับของ ลิเวอร์พูล เสียเอง ที่ทำตัวเป็นจุดอ่อนให้ มาดริด เจาะ

และสิ่งที่สำคัญที่สุดที่เป็นตัวชี้วัดเกมจริง ๆ คือ สามประสานแดนกลางของมาดริด กาเซมิโร่, ลูก้า โมดริช และ โทนี่ โครส ก็โชว์ให้เห็นถึง “คลาส” ฟุตบอลที่พวกเขาสะสมมา เป็นเกมที่อธิบายความหมายของคำว่า “กระดูกคนละเบอร์” ได้ดีมาก ๆ

เกมนัดสอง ซีดาน มาเพื่อปิดจ๊อบ โดยโชว์ให้เห็นถึงความหลากหลาย และยืดหยุ่น เมื่อละทิ้งสไตล์ “Possession Game” ที่ตัวเองถนัดออกไป หันมาเล่นตั้งรับแล้วรอสวนแทน

เริ่มเกม ลิเวอร์พูล ทำได้ดีมากนะครับ และมีโอกาสเหน่ง ๆ ถึงสองครั้งจาก โม ซาลาห์ กับ เจมส์ มิลเนอร์ แต่ก็โดน กูร์กตัวส์ ปฎิเสธทั้งสองครั้ง สองโอกาสเหน่ง ๆ ตอนต้นเกมของลิเวอร์พูลนั้นสำคัญมากนะครับ เพราะถ้าหาก ลิเวอร์พูล ยิงได้รวดเร็ว โมเมนตั้มจะพลิกกลับมาทันที ซึ่งเมื่อทำไม่ได้ก็ “ไม่มีปาฏิหาริย์ที่แอนฟิลด์” มาดริดตั้งสติได้จนปิดจ๊อบเกมนี้ในที่สุด

อย่างไรก็ตาม ลิเวอร์พูล ไม่มีอะไรจะต้องเสียดาย พวกเขาแพ้ให้กับทีมที่ดีกว่า และ มาดริด คือทีมที่สมควรเข้ารอบต่อไปมากกว่าจริง ๆ รวบรวมสติกลับมาให้ได้เร็วที่สุด และสำคัญมาก ๆ ที่จะต้องทำภารกิจสุดท้ายในปีนี้ให้ลุล่วง นั่นคือ โควต้า ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก

แง่มุมดีดีนอกจากที่ ลิเวอร์พูล พ่ายให้กับทีมที่ดีกว่าจริง ๆ และมีเกมที่แสดงให้เห็นบ้างในบางช่วงว่า “ใจยังสู้” แล้ว อีกอย่างก็คือการตกรอบจะทำให้เราพุ่งสมาธิไปโฟกัสกับการแย่งตั๋ว แชมเปี้ยนส์ ลีก แบบเต็มที่ ซึ่งสำคัญมาก ๆ ในช่วงโค้งสุดท้ายนี้ ที่เหลืออีก 7 นัด 21 แต้มเต็มให้ตามเก็บ

โปรแกรมของลิเวอร์พูล 7 นัดสุดท้ายมีดังนี้
20 เมษายน (เยือน) ลีดส์ ยูไนเต็ด
24 เมษายน (เหย้า) นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด
*** 1 พฤษภาคม (เยือน) แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ***
8 พฤษภาคม (เหย้า) เซาธ์แฮมป์ตัน
12 พฤษภาคม (เยือน) เวสต์บรอมวิช อัลเบี้ยน
15 พฤษภาคม (เยือน) เบิร์นลี่ย์
23 พฤษภาคม (เหย้า) คริสตัล พาเลซ

จากโปรแกรมจะเห็นได้ว่า มีเพียงเกมเยือน แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่ โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด นัดเดียวเท่านั้นที่จะต้องเจอกับทีมหัวแถว ส่วนอีก 6 เกมที่เหลือจะเป็นทีมครึ่งล่างของตารางทั้งสิ้น

ในขวบปีที่สโมสรโดนพิษโควิด-19 เล่นงานเสียจนอ่วม จากรายได้ที่หดหายไปหลักร้อยล้านนั้น การกลับไปโกยรายได้ในเวทียุโรปมีความหมายมากจริง ๆ ครับ สำหรับการทวงบัลลังก์คืนในปีหน้า ยังไม่นับรวมอีกหนึ่งความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากการไม่ได้ลงเล่นในรายการระดับทวีปอย่าง แชมเปี้ยนส์ ลีก คือทีมอาจไม่ดึงดูดพอสำหรับดาวเตะระดับ “มหาดารา” ทั้งหลาย

เพราะในฤดูกาลถัดไปนั้น ผมคิดว่ามีโอกาสสูงมากเหลือเกินที่สามประสานของเราอย่าง ซาดิโอ มาเน่, โม ซาลาห์ และ โรแบร์โต้ ฟีร์มิโน่ อาจต้องมีอย่างน้อยคนนึงในนี้ถึงคราวต้องแยกวงแล้วล่ะครับ และเป็นเรื่องสำคัญที่ตัวที่จะมาทดแทนนั้นต้องอยู่ในระดับใกล้เคียงกัน หากต้องการจะทวงบังลังก์แชมป์คืน ซึ่งในโอกาสถัดไปเราจะมาพูดคุยถึงเรื่องนี้กันนะครับ

อาจเป็นปีที่แย่ อะไร ๆ ก็ไม่เป็นใจไปหมด แต่เมื่อมาถึงตรงนี้แล้ว ผมคิดว่า การประคองตัวเองเพื่อจบอันดับ 4 ให้ได้ ถือเป็นการซ่อมแซมความเสียหายได้ดีประมาณนึงนะครับ

คาดเข็มขัดและเกาะให้แน่น ๆ นะครับ โค้งสุดท้ายนี้น่าจะตื่นเต้นสุด ๆ ไปเลย!

กัปตันแจ๊คซ์