25 พฤษภาคม 2021 // 14:48 น.

IN THE END

หลังจากตกระกำลำบาก ปวดจิตปวดใจกันมาตลอดทั้งปี ท้ายที่สุดฉากจบของ ลิเวอร์พูล ในฤดูกาล 2020/21 ก็จบลงไปแบบชื่นมื่นนะครับเมื่อไม่พลาดเลยในช่วงโค้งสุดท้าย 10 นัดหลังชนะ 8 เสมอ 2 ยิง 21 เสีย 6 ประตู ปาดหน้าทั้ง เชลซี และ เลสเตอร์ ซิตี้ ขึ้นไปจบอันดับ 3 คว้าตั๋วไปเล่น แชมเปี้ยนส์ ลีก ได้สำเร็จ

ย้อนกลับไปประมาน 1-2 เดือนที่แล้ว เมื่อพูดถึงโอกาสในการเล่น แชมเปี้ยนส์ ลีก เดอะ ค็อป หลายคนถอนหายใจพลางส่ายหัว เมื่อดูจากฟอร์มการเล่นของทีมตัวเอง, ฟอร์มการเล่นของคู่แข่ง และคะแนนที่ตามอยู่ มันช่างดูเป็นไปได้ยากเสียเหลือเกินว่าลิเวอร์พูลจะทำได้

แม้ว่าจะเป็นปีที่ทุลักทุเลมาก ๆ แต่ถือเป็นอีกปีที่ควรค่าแก่การจดจำของทีมเหลือเกินครับ

ปีที่ยากลำบากเมื่อขุนพลตัวหลักนัดกันเจ็บยาว โดยเฉพาะอย่างยิ่งตรงตำแหน่งเซนเตอร์ฮาล์ฟ ที่ดวงแตกผู้เล่นชุดใหญ่ที่มีอยู่ 3 คน ปิดเทอมยาวกันหมด คล็อปป์ต้องสลับมิดฟิลด์มาเล่นกันมั่วซั่วไปหมด

บุกไปแพ้ แอสตัน วิลล่า ด้วยสกอร์ 2-7

ป้อมปราการอย่าง แอนฟิลด์ ที่ไม่เสียท่าให้ใครมาหลายปี ปีนี้แพ้มัน 6 นัดติดซะเลย จากที่เคยเป็นจ่าฝูงในช่วงคริสต์มาส อันดับของลิเวอร์พูลรูดไปอยู่ถึงอันดับ 8

กระท่อนกระแท่นมาตลอด แต่ก็ยังบุกไปเอาชนะทีมเพื่อนรักอย่าง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ได้ถึง โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ในเกมที่ความสำคัญไม่ได้มีแค่เรื่องของศึกแห่งศักดิ์ศรี แต่มันอาจเป็นตัวกำหนดอนาคตของทีมในปีหน้า

เกือบจะตกม้าตายอยู่รอมร่อ เมื่ออุตส่าห์เอาชนะ แมนฯ ยูไนเต็ด มาได้อย่างยอดเยี่ยมแต่กำลังจะเสียท่าให้กับทีมที่ตกชั้นไปแล้วอย่างเวสต์บรอมวิช อัลเบี้ยน แต่ได้คนซัดประตูชัยเป็นนายประตูอย่าง อลิสซอน เบ็คเกอร์! ในนาทีสุดท้าย!!

การก้าวขึ้นมาเล่นได้อย่างยอดเยี่ยมของคู่เซนเตอร์แบ็กราคา 0 ปอนด์ อย่าง แนท ฟิลลิปส์ กับ รีส วิลเลี่ยมส์ ในช่วงเวลาหน้าสิ่วหน้าขวาน อย่างช่วงท้ายฤดูกาล ทั้งคู่เล่นได้นิ่งขึ้นอย่างชัดเจน หลักฐานคือการเก็บคลีนชีตได้ 3 จาก 5 เกมสุดท้าย ฟอร์มการเล่นของปราการหลังคู่นี้ มีส่วนสำคัญอย่างมากจริง ๆ กับการพาลิเวอร์พูลมายังจุดนี้ได้

เฟอร์จิล ฟาน ไดค์ เจ็บไป 33 เกม, โจ โกเมซ 31 เกม, โจเอล มาติป 28 เกม, นาบี เกอิต้า 28 เกม, ดีโอโก้ โชต้า 19 เกม, เฮนโด้ 17 เกม และ ติอาโก้ 14 เกม ยังไม่นับการผลัดกันหายไปคนละเกมสองเกมของคนอื่น ๆ อีก แต่ เจอร์เก้น คล็อปป์ ยังประคองทีมมาจบอันดับ 3 ได้ ก็สุดยอดแล้วล่ะครับ

ช่วงระหว่างที่จะต้องเผชิญกับมรสุมลูกใหญ่ในฤดูกาลนี้ หลาย ๆอย่างที่เกิดขึ้นทำให้ผมแอบกังวลนะครับ แม้จะไม่อยากให้เกิดขึ้นจริง แต่ก็อดคิดไม่ได้ นั่นก็คือ “ยุคสมัยของลิเวอร์พูลจบลงแล้วหรือยัง”

กล่าวคือ จริงอยู่ที่ปีนี้ การบาดเจ็บของผู้เล่นลิเวอร์พูลคือสาเหตุสำคัญที่ทำให้พวกเราต้องพบกับช่วงเวลาที่ยากลำบาก แต่ด้วยสีหน้าและแววตาของนักเตะลิเวอร์พูลที่เต็มไปด้วยความกังวลใจทุกครั้งที่ลงสนาม, แนวรุกที่ช็อตไปดื้อ ๆ ดูไม่เหมือนสามแนวรุกล่าสังหารแบบที่เคยเป็น, อาการบาดเจ็บของเสาหลักสู่ความสำเร็จของพี่ยักษ์ ฟาน ไดค์ จะทำให้เขากลับมาเต็มร้อยได้ไหม และถ้าไม่ติดท็อปโฟร์ อนาคตต่อไปของลิเวอร์พูลจะเป็นยังไง คำถามเหล่านี้วิ่งวนเวียนอยู่ในหัวผมตลอดเวลา

คำถามเหล่านั้นได้รับคำตอบชัดเจนในช่วงท้ายฤดูกาล ว่าไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็ตามแต่สิ่งที่มันฝังอยู่ในดีเอ็นเอของลิเวอร์พูลไปแล้วนั่นคือ “หัวใจนักสู้” อาจจะมีช่วงเวลาที่ไม่ดีบ้าง แต่สุดท้ายแล้วพวกเขาจะต้องกลับมาได้ครับ ในช่วงเวลาแห่งความกดดัน เมื่อโอกาสกลับมาอยู่ในมืออีกครั้ง โดยมีข้อแม้ว่าต้องห้ามพลาดอีกแล้ว พวกเขาก็ยังนิ่งพอที่จะไม่ทำมันหลุดมือไปอีก

ฟอร์มของลิเวอร์พูลในช่วงท้าย ยังเป็นการส่งสัญญาณว่าพวกเขา “กลับมาแล้ว” และปีหน้าเมื่อได้แฟนบอลกลับมา ได้นักเตะที่บาดเจ็บยาวไปกลับมา รวมไปถึงการเสริมทัพในซัมเมอร์นี้ที่อาจจะมีเซอร์ไพรส์มาให้เห็นกันอีก ทำให้เชื่อเหลือเกินว่า ปีหน้าการแย่งแชมป์พรีเมียร์ลีก จะกลับมาสนุกอีกครั้งหนึ่ง

และเราจะกลับมาทวงทุกอย่างของเราคืน!!!

กัปตันแจ๊คซ์

ปล. ฤดูกาลของลิเวอร์พูลยังไม่สิ้นสุดนะครับ ยังเหลือนัดชิงชนะเลิศ ยูโรป้า ลีก ระหว่าง บียาร์เรอัล – แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ให้ เดอะ ค็อป ลุ้นกันต่อ ซึ่งตัวผมเองด้วยความที่ติดตามฟุตบอลอังกฤษมานาน ผูกพันกับฟุตบอลอังกฤษมาก ๆ ทัวร์นาเมนต์ระดับชาติก็ติดตามเชียร์ทีมชาติอังกฤษมาตลอด นั่นทำให้ผมอยากจะบอกกับเดอะค็อปชนทุกคนว่า

บียาร์เรอัล ทั้งใจโว้ยยยย
We all live in a yellow submarine
Yellow submarine, yellow submarine
We all live in a yellow submarine
Yellow submarine, yellow submarine


คืนวันพุธที่ 27 พฤษภาคม 2564 เวลา 02.00 น. มาร่วมร้องเพลงตะโกนเชียร์ “เรือดำน้ำสีเหลือง” ไปด้วยกันครับ!