12 เมษายน 2021 // 16:10 น.

ควานหา ‘จุดเปลี่ยน’

ก่อนเริ่มต้นศึกพรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2020/2021 ทีม “เต็งแชมป์” อย่าง ลิเวอร์พูล ได้รับการคาดหมายว่า ในปีนี้ พวกเขาคงจะ “แดกรอบวง” เหมือนเดิม เมื่อดูจากทุกองค์ประกอบของทีมในตอนนั้น

ในรอบสองปีก่อนหน้า ทีมของ เจอร์เก้น คล็อปป์ กลายร่างเป็น ซูเปอร์ทีม กะซวกทุกอย่างที่ขวางหน้าไส้แตก คว้าทั้งแชมป์ยุโรป และแชมป์ลีกที่รอคอยมายาวนานกว่า 30 ปี ตัวหลัก ๆ ยังอยู่กันครบแถมเพิ่มมิติในแนวรุกด้วยการเซ็นสัญญาคว้าตัว ติอาโก้ อัลกันตาร่า สุดยอดมิดฟิลด์เชิงสูง มาจาก บาเยิร์น มิวนิค และแนวรุกวัยรุ่นอนาคตไกล อย่าง ดีโอโก้ โชต้า มาจาก วูล์ฟแฮมป์ตัน วันเดอเรอร์ส

ณ จุดนั้นหากมีใครสักคนเดินมาบอกว่า ปีนี้ลิเวอร์พูลจะลุ้นเหนื่อยแม้กระทั่งโควต้า แชมเปี้ยนส์ ลีก ผมคงไล่มันให้ไปพักผ่อนเยอะ ๆ ปีนี้ต้องแชมป์ลีกเท่านั้นโว้ยยย

อย่าว่าแต่ผมเลยครับที่ฝันหวาน ขนาดเด็กผีตัวพ่อ คอลัมนิสต์ระดับขึ้นหิ้งของเมืองไทยที่ผมชื่นชอบที่สุดคนหนึ่งอย่าง “บอ.บู๋” ยังประกาศในไลฟ์หนึ่งทางยูทูบที่จัดคู่กับ “แมวเพชร” ไว้เลยหลังจากที่ลิเวอร์พูลคว้าตัวติอาโก้ ว่า “มันจบแล้วครับนาย” แชมป์ลีกสูงสุดจะตกเป็นของลิเวอร์พูลอีกสมัย!!

ครับ อย่างที่ทุกคนทราบกันดี ในปีที่เด็กหงส์ทั้งหลายแหล่ต่างพากันมั่นใจว่าจะเป็นปีที่ดี สามารถป้องกันแชมป์ลีกได้อีกสมัย กลับกลายเป็นปี “มหาวิปโยค” ของลิเวอร์พูลไปเสียอย่างนั้น

เสียผู้นำในแนวรับอย่าง เฟอร์จิล ฟาน ไดค์ ไปทั้งฤดูกาล จากอาการเอ็นไขว้หน้าเข่าฉีกขาด โจ โกเมซ ก็พักยาวทั้งฤดูกาลตามไปอีกคน แนวรับย่ำแย่สุด ๆ จนถึงขนาดต้องถอย ฟาบินโญ่ และ จอร์แดน เฮนเดอร์สัน สองห้องเครื่องสุดสำคัญของทีม ลงมาจับคู่กันในตำแหน่งเซนเตอร์ฮาล์ฟมาแล้ว ทำให้เกมรับของลิเวอร์พูลไม่แกร่งดังภูผาเหมือนเช่นเคย นำพามาซึ่งระบบการเล่นที่เปลี่ยนไป ขาดการวางบอลไกลอย่างแม่นยำจาก ฟาน ไดค์ ที่เป็นไม้ตายก้นหีบของทีมเสมอมา ทำให้อาวุธที่ใช้โจมตีลดลงไป และการขาดลูกพี่ในแนวรับอย่าง “บิ๊กเวิร์จ” ไปนี่แหละ อาจเป็นสาเหตุให้ฟอร์มของ น้องเทรนท์ ไม่เปรี้ยงเหมือนอย่างเคย อีกทั้งสามแนวรุกของลิเวอร์พูลก็ดันไม่ “คลิก”เหมือนอย่างที่เคยอีกต่างหาก

ปัญหาของ เจอร์เก้น คล็อปป์ มีมากมายเต็มไปหมด นำมาซึ่งผลงานอันหดหู่ “แอนฟิลด์” ที่เคยเป็นป้อมปราการ นรกของทีมเยือน เมื่อปราศจากแฟนบอล ก็กลายเป็นสถานที่แจกแต้ม จนถึงขั้นทำสถิติที่เลวร้ายที่สุดในรอบ 30 ปี กับการแพ้คาบ้านถึง 6 นัดติดต่อกัน ให้กับทีมอย่าง เบิร์นลี่ย์, ไบรท์ตัน, แมนฯ ซิตี้, เอฟเวอร์ตัน และ เชลซี

ท่ามกลางผลงานชวนปวดขมับของลิเวอร์พูลในช่วงนั้น มีสิ่งหนึ่งที่ผมรู้สึกว่ามันสำคัญ และมันหายไปเลยจากลูกทีมของ เจอร์เก้น คล็อปป์ ซึ่งเป็นอาวุธที่ทรงประสิทธิภาพที่สุดของ “เครื่องจักรสีแดง” ในชุดนี้ นั่นก็คือ “หัวใจ”

นักเตะของลิเวอร์พูลในปีนี้ ลงไปเล่นแบบมีความตื่นกลัว ความกังวล เปื้อนใบหน้าตลอดเวลา และสังเกตได้จากทางสีหน้าและแววตาว่าพวกเขา “ใจไม่สู้” เท่าเดิม ซึ่งอาจจะมาจากความไม่มั่นใจ ความวิตก กังวล หรืออะไรต่าง ๆ นา ๆ นั่นแหละ

นั่นทำให้ผมเฝ้าภาวนาให้เกิด “แมตช์จุดเปลี่ยน” ของฤดูกาล เพื่อเรียกสติของพวกเขากลับมาให้ได้ เรียกศรัทธา เรียกความมั่นใจกลับคืนมา เหมือนอย่างที่มันเคยเกิดขึ้นมาแล้วในฤดูกาลก่อนหน้า

หมุนเข็มนาฬิกาย้อนกลับไปในฤดูกาล 2019/2020 ที่ลิเวอร์พูลคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก ได้รวดเร็วที่สุดในประวัติศาสตร์ ผมคิดว่า ส่วนสำคัญและเป็นจุดเริ่มต้นของผลงานอันสุดยอดนี้ เกิดขึ้นมาจาก เกมที่ 11 ของฤดูกาล ในวันที่ 2 พฤศจิกายน 2019 ลิเวอร์พูล ต้องยกพลไปเยือน แอสตัน วิลล่า ที่ วิลล่า พาร์ค

วิลล่า ขึ้นนำลิเวอร์พูลอย่างรวดเร็วตั้งแต่นาทีที่ 21 หลังจากนั้นพวกเขาก็เล่นได้อย่างยอดเยี่ยมมาจนถึงนาทีที่ 87 เกมจะจบอยู่รอมร่อ แต่ลิเวอร์พูลใช้เวลาไม่ถึง 10 นาที ยิงสองลูกแซงชนะไปอย่างหน้าตาเฉย จากประตูของ ร็อบโบ้ และ มาเน่ ทิ้งให้ลูกทีมของ ดีน สมิธ ที่เล่นดีมาแทบจะตลอดทั้งเกม ไม่ได้สักคะแนนเดียว ซึ่งเกมนั้นคือเกมที่ตรึงใจของผมที่สุดประจำฤดูกาลนั้น

ส่วนตัวคิดว่าเกมนั้นมีผลอย่างมากกับทีมสปิริตของลิเวอร์พูลนะ มันช่วยเสริมสร้างกำลังใจและเป็นการย้ำเตือนให้ฮึกเหิมว่า พวกเขาเป็นทีมที่ยอดเยี่ยมแค่ไหน และสิ่งที่ตามมาก็คือการเดินเครื่องคว้าชัยชนะในลีกได้ถึง 16 นัดรวด ก่อนจะมาผ่อนคันเร่งเอาในช่วงท้ายฤดูกาลตอนที่จ่อแชมป์ไปแล้ว

หลังจากผมเฝ้ารอมานานให้แมตช์จุดเปลี่ยนนั้นเกิดขึ้น แต่ลิเวอร์พูลก็ไม่เคยทำได้เสียที ทว่าถึงตอนนี้ ลิเวอร์พูลสามารถทำได้แล้ว และบังเอิ๊ญญญญ เหลือเกินว่าทีมนั้นก็เป็น แอสตัน วิลล่า อีกครั้ง ผมเฝ้ารอมานานมาก ๆ กับการได้เฮแบบสุดเสียง หลังจากหม่นหมองมานาน

โอลลี่ วัตกิ้นส์ ตัวแสบ เปิดสกอร์ผ่าน อลิสซอน เบ็คเกอร์ ช่วงปลายครึ่งแรก และเราโดน “วีเออาร์” ริบประตู 1-1 ของ โรแบร์โต้ ฟีร์มิโน่ ไป (ตามเคย!) กว่าจะทวงคืนได้ก็กลางครึ่งหลัง นาที 57 จาก โม ซาลาห์ จากนั้นก็นึกว่าจะจบแบบแบ่งแต้มอยู่แล้ว แต่ยังมี เทรนท์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ ใส่เต็มข้อล่อเต็มแข้งนำชัย 90+1

ซึ่งผมคิดว่านี่แหละ อาจจะเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้หงส์แดงกลับมาทำผลงานได้ดีอีกครั้ง และมันอาจจะยังทันเวลาอยู่กับโควต้า แชมเปี้ยนส์ ลีก โดยอาจรวมไปถึงการเข้ารอบต่อไปในศึก UCL ด้วยก็ได้!

ใครบางคนอาจมองว่า เอาอีกแล้ววว เด็กหงส์นี่เก่งเหลือเกินนะกับไอ้ทฤษฎีสมคบคิดเนี่ย แต่ผมก็เชื่ออย่างนั้นจริง ๆ นะ

ส่วนคำตอบสำหรับเรื่องนี้ของผมก็อาจไม่ต้องรอนาน คืนวันพุธที่จะถึงนี้ ที่ต้องเปิดบ้านรับมือ เรอัล มาดริด ในแชมเปี้ยนส์ ลีก นัดสอง จะเป็นคำตอบ.

กัปตันแจ๊คซ์