19 เมษายน 2021 // 11:07 น.

ไม่ใช่เรื่องล้อเล่น ‘ยูโรเปี้ยน ซูเปอร์ลีก’ มาจริง!

กลายเป็นข่าวร้อนประเด็นใหญ่ในช่วงดึกของฝั่งยุโรป–เช้าของบ้านเรา ถึงการ “ก่อกำเนิดอย่างเป็นทางการ” แบบคลื่นใต้น้ำ เดินหมากลับ ๆ ไม่กระโตกกระตาก

แต่หงายไพ่ตูมเดียว… เละทั้งวง!

“ยูโรเปี้ยน ซูเปอร์ ลีก” คือลีกฟุตบอลที่เกิดจากการความต้องการพ้องกันของบรรดาสโมสรใหญ่ ๆ ที่อยากสร้างรายการสักรายการขึ้นมาเพื่อแข่งขันกันเองภายในกลุ่ม “บิ๊กทีม” จัดการการเงินกันเอง และรับเงินเข้ากระเป๋าเต็มเม็ดเต็มหน่วยมากกว่ารอหารส่วนแบ่งจากยูฟ่า (ในรูปแบบ แชมเปี้ยนส์ ลีก และยูโรป้า ลีก) บริหารงานโดย ฟลอเรนติโน่ เปเรซ ประธานสโมสร เรอัล มาดริด

ยืนยันเช้านี้จากเว็บไซต์เปิดใหม่ของ The European Super League (ESL) >> thesuperleague.com ว่าบรรดาทีมยักษ์ใหญ่ที่ ตอบตกลง จะเข้าร่วม ประกอบด้วย 12 สโมสรคุ้นหน้าคุ้นตา

• อาร์เซน่อล 🇬🇧
• เชลซี 🇬🇧
• ลิเวอร์พูล 🇬🇧
• แมนเชสเตอร์ ซิตี้ 🇬🇧
• แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 🇬🇧
• ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ 🇬🇧
• แอตเลติโก มาดริด 🇪🇸
• บาร์เซโลน่า 🇪🇸
• เรอัล มาดริด 🇪🇸
• เอซี มิลาน 🇮🇹
• อินเตอร์ มิลาน 🇮🇹
• ยูเวนตุส 🇮🇹

และก็ยังจะมีอีก 3 ทีม เข้าร่วมด้วยในฐานะ ผู้ร่วมก่อตั้งลีก (Founding Clubs)

“ในวันนี้ 12 สโมสรฟุตบอล ได้ร่วมกันประกาศข้อตกลงการแข่งขันซูเปอร์ ลีก โดย (( 12 ทีมข้างต้น )) จะเข้าร่วมทั้งหมด และจะมีอีก 3 สโมสรที่เข้าร่วมเป็นทีมก่อตั้งลีกก่อนเปิดฤดูกาล ซึ่งคาดว่าจะเริ่มขึ้นอย่างเร็วที่สุด”

“ในอนาคต สโมสรผู้ก่อตั้งหวังว่าจะได้ปรึกษากับ ยูฟ่า และฟีฟ่า เพื่อที่จะทำงานร่วมกัน”

ตามกรอบที่ ESL วางไว้ แต่ละฤดูกาลจะมี 20 ทีมที่เข้าร่วมการแข่งขัน ประกอบด้วย “สโมสรผู้ก่อตั้ง” 15 ทีม–ที่จะได้ลงเล่นแบบไร้เงื่อนไขใดๆ ทั้งสิ้นในตลอดทุกปี แม้ผลงานในลีกจะย่ำแย่ก็ตาม และอีก 5 ทีม ได้สิทธิ์เข้าแข่งขันโดยยึดจากผลงานการเล่นเกมลีก ของซีซั่นก่อนหน้านั้น

รูปแบบของซูเปอร์ลีก ที่วางไว้ว่าจะเริ่มเตะช่วงเดือน ส.ค. แล้วไปจบเอา พ.ค. ของปีถัดไปนั้น จะเป็นการแข่งขันในช่วง กลางสัปดาห์ โดยแบ่งเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มละ 10 ทีม (15 ทีมก่อตั้ง+5 ทีมคัดเลือกประจำปี) แต่ละทีมจะได้เล่นในระบบเหย้า-เยือนด้วยระบบเก็บคะแนน

ทีมที่ได้อันดับ 1-3 ของกลุ่ม จะเข้ารอบไปรอในรอบ 8 ทีมสุดท้าย ในขณะที่ทีมอันดับ 4-5 ของแต่ละสายจะต้องมาเตะเพลย์ออฟเพื่อหาอีก 2 ทีมผ่านเข้ารอบตามไป

ส่วนรอบ 8 ทีมสุดท้าย และรอบ 4 ทีมสุดท้ายจะเตะกันในระบบ เหย้า-เยือน เพื่อหาทีมชนะเข้าไปเล่นรอบชิงชนะเลิศ แบบนัดเดียวจบ ในสนามกลาง

คาดกันว่า ซูเปอร์ลีก จะทำรายได้โดยรวมสูงถึงเกิน 1 หมื่นล้านยูโร โดยที่บรรดา 15 สโมสรผู้ก่อตั้ง จะได้เงินปันกัน 3,500 ล้านยูโร เพื่อนำไปสนับสนุนแผนงานภายในสโมสร และบรรเทาผลกระทบที่ได้รับจากการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ด้วย

นอกจาก เปเรซ ที่เป็นหัวเรือใหญ่แล้ว องค์กร ESL ยังจะมี 2 ผู้บริหารคนสำคัญอย่าง อันเดรีย อันเญลลี่ ประธานยูเวนตุส กับ โจเอล เกลเซอร์ ประธานร่วมแมนฯ ยูไนเต็ด

เปเรซ : “เราจะช่วยวงการฟุตบอลในทุกระดับ และพามันไปอยู่ในจุดที่คู่ควรของโลกใบนี้ ฟุตบอลเป็นกีฬาเดียวในโลกนี้ที่มีแฟน ๆ มากกว่า 4 พันล้านคน และความรับผิดชอบของเราที่มีต่อพวกเขาในฐานะสโมสรใหญ่ก็คือการตอบสนองต่อความต้องการของพวกเขาให้ได้”

อันเญลลี่ : “พวกเรา 12 สโมสรผู้ก่อตั้ง มีแฟนบอลทั่วโลกรวมกันหลายพันล้านคน และได้แชมป์ในระดับทวีปยุโรปรวมกัน 99 รายการ เรามารวมตัวกันในช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ก็เพื่อทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของการแข่งขันในระดับทวีปยุโรป, ทำให้กีฬาที่เรารักมีสถานะที่มั่นคงในอนาคตระยะยาว, มีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันมากขึ้น การแข่งขันของเราจะทำให้แฟนๆ และนักเตะระดับสมัครเล่นได้เห็นเกมสนุกๆ ตามที่พวกเขามีอารมณ์ร่วมให้กับเกมลูกหนัง พร้อมกับจะเป็นแบบอย่างที่ดีให้พวกเขาด้วย”

เกลเซอร์ : “การที่ ซูเปอร์ลีก นำเอาเหล่าสโมสรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกกับเหล่านักเตะชั้นยอดมาดวลกันตลอดทั้งฤดูกาลนั้น ถือเป็นการเปิดบทใหม่ของวงการฟุตบอลยุโรป มันรับประกันว่านี่จะเป็นการแข่งขันระดับโลก ที่เตะกันในสนามระดับโลก รวมถึงมีการสนับสนุนด้านการเงินที่ดีขึ้นสำหรับโครงสร้างฟุตบอลในวงกว้างด้วย”

และนอกจาก ESL ของฝ่ายชาย ฝ่ายจัดฯ ยังมีไอเดียที่จะสร้าง “เวอร์ชั่นหญิง” ESL บอลหญิง ขึ้นมาต่อไปด้วย

อย่างไรก็ตาม ทันทีที่มีการยืนยันจาก ESL เรื่องนี้ สิ่งที่ถาโถมอย่างหนักหน่วงก็คือ “กระแสต่อต้าน”

ความเห็นของบรรดากูรู อดีตนักเตะหรือโค้ชหลาย ๆ คน ไม่สำคัญเท่าท่าทีของ 2 องค์กรสูงสุด

ฟีฟ่า และ 6 สมาพันธ์ฟุตบอล อย่าง ยูฟ่า, เอเอฟซี, ซีเอเอฟ, คอนคาเคฟ, คอมเมโบล และ โอเอฟซี มีความเห็นตรงกันคือ นักเตะคนใดไปร่วมการแข่งขัน ยูโรเปี้ยน ซูเปอร์ ลีก จะโดนแบนออกจากการเล่น “ฟุตบอลโลก” รวมถึงการแข่งขันระดับนานาชาติอื่น ๆ ทันที

ยูฟ่า ออกแถลงโดยยืนยันว่าสโมสรที่ไปเข้าร่วมจะถูกแบนจากการแข่งขันทั้งในระดับประเทศ, ทวีป และนานาชาติ ส่วนตัวนักเตะเองก็อาจถูกห้ามเล่นในทีมชาติ “สโมสรที่เกี่ยวข้องจะถูกแบนจากการแข่งขันในประเทศ ระดับทวีป หรือระดับนานาชาติ และผู้เล่นอาจถูกปฏิเสธโอกาสในการเป็นตัวแทนทีมชาติด้วย”

เช่นเดียวกับ พรีเมียร์ลีก ระบุว่า สโมสรใดที่ต้องการเข้าร่วมทัวร์นาเมนต์ ESL จะต้อง “ลาออกจากลีก” สถานเดียว เพราะถือเป็นการละเมิดกฎรุนแรง

แถลงของ ยูฟ่า ยังขีดเส้นใต้เพิ่มเติมว่า “เราขอขอบคุณเหล่าสโมสรในประเทศอื่น ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในฝรั่งเศสและเยอรมนี ที่ปฏิเสธการเซ็นสัญญาข้อตกลงนี้ เราเรียกร้องให้ผู้คนที่รักในฟุตบอล, แฟนบอลและนักการเมือง มาร่วมกับเราในการต่อสู้กับโปรเจ็กต์นี้หากมันถูกประกาศจัดตั้งขึ้น”

“ความเห็นแก่ผลประโยชน์ส่วนตัวของไม่กี่สโมสรนี้เกิดมานานเกิดไปแล้ว และมันควรถูกหยุดได้แล้ว”

ดังจะเห็นว่า ฝ่ายขับเคลื่อนก็ “เดินหน้าเต็มกำลัง” ขณะที่ฝ่ายคัดค้านก็ “ง้างหมัดเต็มที่” เล็งเป้าเข้าปลายคาง หากโปรเจ็กต์จะเกิดขึ้นจริง

เพราะฉะนั้น “ยูโรเปี้ยน ซูเปอร์ลีก” แม้จะถูกผลักดันแล้ว แต่ก็ยังไม่ได้ใกล้เคียงนักหรอกที่จะได้ข้อสรุป

และเราคงต้องจับตากันต่อไปว่า “ศึกสงคราม” ครั้งนี้ จะเป็นไปอย่างไร

เพียงบอกได้แค่ว่า หาก ESL เกิดขึ้นจริง

ฟุตบอลที่เรารู้จัก อาจไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป!

• ไกด์เถื่อน •