28 พฤษภาคม 2021 // 14:01 น.

3% ของสิงห์

เป็นอันรูดม่านปิดฉากกันไปเป็นที่เรียบร้อย สำหรับการแข่งขันบนลีกสูงสุดของบรรดาประเทศชั้นนำทั่วยุโรป ซึ่งในแต่ละประเทศก็ทราบกันดีอยู่แล้วว่าใครได้แชมป์ ใครบ้างที่คว้าโควตาพื้นที่ยุโรปในปีหน้า ทั้งแชมเปี้ยนส์ ลีก, ยูโรป้า ลีก และถ้วยน้องใหม่เพิ่งคลอดอย่าง ยูโรป้า คอนเฟอเรนซ์ ลีก และใครบ้างที่ไม่ดีพอบนลีกสูงสุดของประเทศตัวเอง แต่ก็ยังเหลือฟุตบอลรายการสำคัญให้แข่งขันในระดับสโมสร ก่อนที่นักเตะชั้นนำของสโมสรต่าง ๆ จะเข้าแคมป์เก็บตัวเตรียมทีมสู้ศึกใหญ่ระดับประเทศในรายการ “ยูโร 2020” ที่จะฟาดแข้งกันกลางเดือนมิถุนายนนี้

ที่เกริ่นนำมาทั้งหมดนี้ จะขอเข้าเรื่อง เกมนัดชิงชนะเลิศฟุตบอลรายการที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในระดับสโมสร รายการ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก 2020-2021 ที่จะรู้ผลกันในคืนวันเสาร์ที่ 29 พ.ค. เวลาตี 2 หรือเช้ามืดวันอาทิตย์ตามเวลาบ้านเรา แข่งขันกันที่สนาม เอสตาดิโอ ดราเกา ของปอร์โต้ ที่โปรตุเกส นับเป็นเกมชิงความยิ่งใหญ่ของทีมจากประเทศอังกฤษด้วยกันเอง ระหว่าง สิงโตน้ำเงินคราม เชลซี กับ เรือใบสีฟ้า แมนเชสเตอร์ ซิตี้

ถ้าจะให้วิเคราะห์จากผลงานของทั้ง 2 ทีมในฤดูกาลที่ผ่านมานี้แล้ว คงไม่ต้องถามหมอดูหมอเดา หรือ โคตรเซียนที่ไหนก็ตอบได้เป็นเสียงเดียวกันว่า ซิตี้ คือทีมที่เป็นต่ออย่างชัดเจน แชมป์พรีเมียร์ลีก แชมป์คาราบาวคัพ ในปีนี้ คงบ่งบอกได้อย่างดี ในขณะที่ เชลซีจบเพียงอันดับ 4 อย่างโชคช่วยด้วยการแพ้ แอสตัน วิลล่า ในเกมสุดท้าย แต่คู่แข่งแย่งอันดับอย่าง เลสเตอร์ ก็ไม่มีแต้มเกมในบ้านเช่นกัน และกับการลุ้นโทรฟี่แรกของ เชลซี อย่างถ้วย FA CUP ก็หลุดลอยด้วยมือ เลสเตอร์ ซิตี้

เมื่อดูจากขุมกำลังผู้เล่นและองค์ประกอบต่าง ๆ ซิตี้ก็ยังเหนือกว่าเชลซีพอควร ไล่เรียงจากตำแหน่งผู้รักษาประตู เอแดร์ซอน โมราเอส เก็บ 19 คลีนชีต คว้าถุงมือทองคำในปีนี้ไปครอง แม้ว่า เอดูอาร์ เมนดี้ จะทำได้ไม่น้อยหน้าเช่นกันโดยเก็บได้ 16 คลีนชีตเข้าป้ายอันดับ 2 ก็ตาม

ถัดมาในตำแหน่งกองหลัง รูเบน ดิอาส ผงาดคว้ารางวัลนักเตะยอดเยี่ยมแห่งปีของสมาคมนักข่าว ถือเป็นด่านสำคัญของแนวรุกเชลซี ในขณะที่แผงหลังเชลซีเองคงต้องหวังพึ่ง ติอาโก้ ซิลวา ในวัย 36 ปีเป็นคีย์แมนในแดนหลัง ส่วนแผงกองกลาง ซิตี้มี เควิน เดอ บรอยน์ ที่ทำไป 12 แอสซิสต์ เป็นรองแค่ แฮร์รี่ เคน คนเดียวในลีก นับเป็นงานหนักของ เอ็นโกโล่ ก็องเต้ เจ้าของฉายา 15 ปอดที่ต้องประกบติด

ในขณะที่แผงกองหน้า 3 ประสานดูสนุกบุกมันทั้งคู่ ซิตี้อาจดูเนียนตากว่าในเวลาขึ้นเกมบุก แต่เชลซีเองก็มี ฮาคิม ซีเย็ค ที่น่าสนใจว่าจะทำประตูซิตี้ติดต่อกันเป็นนัดที่ 3 ได้หรือไม่ ซึ่งมองภาพรวมแล้วซิตี้ดูดีกว่าในแง่ของทีมเวิร์ค

แม้จะไม่เคยเป็นแชมป์มาก่อน แต่ แมนฯ ซิตี้ ก็ถูกยกให้เป็นตัวเต็งตั้งแต่รายการนี้ยังไม่เริ่มโม่แข้ง ด้วยการเป็นเต็งหนึ่งสลับกันกับแชมป์เก่า บาเยิร์น มิวนิค ถึงขนาดได้มีการวิเคราะห์ออกมาเป็นเปอร์เซ็นต์ถึงโอกาสคว้าแชมป์ โดยเป็น แมนฯ ซิตี้ มีโอกาสมากที่สุดที่ 24%, บาเยิร์น มิวนิค 19%, ลิเวอร์พูล 15%, ปารีส แซงต์-แชร์กแมง-บาร์เซโลน่า เท่ากันที่ 9%, เรอัล มาดริด 6% ส่วน เชลซี, ยูเวนตุส, แอร์เบ ไลป์ซิก, แอตเลติโก มาดริด มีโอกาสเท่ากันที่ 3% และที่เหลือไล่เรียงกันไปที่ 2 และ 1% ซึ่งก็ไม่มีพลิกโผแต่อย่างใดเมื่อแข่งขันกันมาจนถึงนัดชิงชนะเลิศ ยังปรากฎชื่อ แมนฯ ซิตี้ ในสารบบลุ้นแชมป์

3% ของ เชลซี มีความเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหนกับโอกาสคว้าถ้วยบิ๊กเอียร์เป็นครั้งที่ 2 ต้องยอมรับว่าเป็นรอง แต่ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ เมื่อทุกอย่างวัดกันที่ 90 นาทีในสนามและอาจรวมถึงอีก 30 นาทีบวกการยิงจุดโทษ ซึ่งในประวัติศาสตร์ของยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ก็เคยมีเกมคู่ชิงชนะเลิศที่สโมสรจากชาติเดียวกันเข้าชิงกันเองก่อนหน้านี้ 7 ครั้ง และ 3 ใน 7 เกมที่ว่านี้ ทีมที่จบอันดับต่ำกว่าในลีก เป็นฝ่ายคว้าแชมป์
• 1999-2000 เรอัล มาดริด (อันดับ 5) ชนะ บาเลนเซีย (อันดับ 3) 3-0
• 2002-03 เอซี มิลาน (อันดับ 3) ชนะ ยูเวนตุส (แชมป์ลีก) จากจุดโทษ 3-2
• 2013-14 เรอัล มาดริด (อันดับ 3) ชนะ แอตเลติโก มาดริด (แชมป์ลีก) 4-1 ในช่วงต่อเวลาพิเศษ

แม้ว่าความได้เปรียบอีกอย่างของ แมนฯ ซิตี้ ที่เห็นได้ชัดคือ ตำแหน่งผู้จัดการทีม ด้วยประสบการณ์ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ข่ม โธมัส ทูเคิ่ล อย่างชัดเจน เมื่อเคยคว้าแชมป์ UCL ได้ 2 สมัยกับ บาร์เซโลน่า อีกทั้งถ้วยรางวัลอีกมากมายทั้งกับ บาร์ซ่า, บาเยิร์น และ แมนฯ ซิตี้ เป็นสิ่งยืนยันในความสามารถได้เป็นอย่างดี ในขณะที่ ทูเคิ่ล ในวัย 47 ปีมีผลงานคว้าแชมป์ เดเอฟเบ โพคาล กับดอร์ทมุนด์ และแชมป์ลีกเอิง 1 สมัยกับ เปแอสเช เพียงแค่นั้น และใกล้เคียงสุดกับ UCL ด้วยการพาปารีสฯ เข้าชิงกับ บาเยิร์น เมื่อปีที่แล้ว

แต่อย่างไรก็ดี กลับกลายเป็นฝั่งของ โธมัส ทูเคิ่ล ที่ทำได้ดีกว่า เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ทั้ง 2 ครั้งที่ผ่านมาในการพาเชลซีพบกับซิตี้
• เอฟเอ คัพ ประตูชัยของ ฮาคิม ซีเย็ค ทำให้เชลซีชนะซิตี้ที่เวมบลีย์
• 8 พ.ค. เกมพรีเมียร์ลีกที่ เอติฮัด สเตเดี้ยมประตูจาก ซีเย็ค และ มาร์กอส อลอนโซ่ ทำให้เชลซีคว้าชัยด้วยสกอร์ 2-1

นอกจากชัยชนะทั้ง 2 นัดที่ว่าแล้ว ก็ยังจะพอมีเกร็ดเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่อาจจะทำให้แฟน ๆ สิงห์บลูพอจะมีความหวังเพิ่มขึ้นอีกหน่อย สืบเนื่องจากการคว้าแชมป์เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์สโมสร ฤดูกาล 2011-12 เหนือ บาเยิร์น มิวนิค ด้วยการชนะจุดโทษ 4-3 หลังต่อเวลาพิเศษเสมอกัน 1-1 มีความเกี่ยวพันกับปีนี้คือ

  1. ตัวเลขปีที่ได้แชมป์คือวันที่ 19 พ.ค. 2012 มาละม้ายคล้ายคลึงกับปีนี้โดยบังเอิญ โดยที่ปีนี้จะรู้ผลผู้ชนะกันคืนวันที่ 29 พ.ค. 2021
  2. ในฤดูกาล 2011-12 ที่เชลซีคว้าแชมป์ยุโรปครั้งแรก ในปีนั้น แมนฯ ซิตี้ ก็เป็นแชมป์ลีกสูงสุดเหมือนกันกับปีนี้ โดยที่เป็นแชมป์พรีเมียร์ลีกหนแรกของทัพเรือ
  3. ในปีที่เชลซีได้แชมป์ UCL คราวนั้น ในรายการ ยูโรป้า ลีก ทีมที่คว้าแชมป์คือ แอตฯ มาดริด สโมสรจากสเปนเช่นเดียวกับ บียาร์เรอัล ที่คว้าแชมป์ได้ในปีนี้
  4. ในวันนั้นกัปตันของสิงห์คือ จอห์น เทอร์รี่ ในวัย 31 ปี เฉกเช่นเดียวกันกับ เซซ่าร์ อัซปิลิกวยต้า ที่ทำหน้าที่กองหลังกัปตันทีมในวัย 31 ปีเท่ากันเป๊ะ ๆ
  5. ปีนั้น โรแบร์โต้ ดิ มัตเตโอ พาเชลซีเป็นแชมป์ด้วยการเข้าคุมทีมกลางคันแทน อันเดร วิลลาช โบอาช ที่โดนปลดไป โดยผ่านรอบ 8 ทีมด้วยการชนะ เบนฟิก้า จากโปรตุเกส และรอบรองฯ ผ่าน บาร์เซโลน่า จากสเปนก่อนเข้าชิง คล้ายกับปีนี้ที่ ทูเคิ่ล รับไม้ต่อจาก แฟร้งค์ แลมพาร์ด แล้วพาทีมผ่านรอบ 8 ทีมชนะ ปอร์โต้ จากโปรตุเกส และชนะ เรอัล มาดริด จากสเปน ได้ในรอบรองฯเช่นกัน

จากเกร็ดต่าง ๆ ที่กล่าวมา ไม่ได้หมายความว่าจะทำให้ 3% ที่มีของ เชลซี ส่งผลให้พวกเขาคว้าแชมป์ได้อีกครั้ง ผลงานในสนามต่างหากถึงจะบันดาลความสำเร็จ ในเมื่อโอกาสอยู่ตรงหน้าแล้วตราบที่ยังไม่สิ้นเสียงนกหวีด ก็อย่าพึ่งสิ้นหวัง

แถมเอาเข้าจริง จากโอกาสแค่ 3% นั่น มันก็กลายเป็น 50:50 แล้วด้วย กับบอลนัดเดียวจบแบบนี้

และในฐานะที่ผมเป็นคนหนึ่งที่มีหัวใจสิงห์และเลือดเป็นสีน้ำเงิน ก็อยากจะบอกแฟน ๆ แมนฯ ซิตี้ ว่า “เมื่อสนาม เอสตาดิโอ ดราเกา สร้างขึ้นบนฟลอร์หญ้าหาใช่พื้นน้ำสีฟ้า โอกาสที่เรือใบจะแล่นฉิวก็คงไม่มี” อิอิ

– สิฎฐิเศรษฐ์ –